เว็บบอร์ด ชมรมคนรัก ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน
พื้นที่ส่วนกลางสำหรับคนรักโคนัน รวมข่าวสารและสาระมากมาย
 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ดู: 726|ตอบกลับ: 6

[FANFIC KidxShinichi] อัศวินดำจากต่างโลก (BL/Yaoi) ตอนที่ 1-6(อัพเดต 22/10/2560)

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Bombam เมื่อ 22/10/2017 00:04

                สวัสดีค่ะ ตอนนี้เป็นฟิคที่เราไม่ค่อยถนัดแต่งเท่าไหร่ แต่พอดีวันก่อนวาดโดแล้วคอมบึ้มไป ทำให้พวกโดหายหดไปหมดเกลี้ยง เลยต้องเปลี่ยนใจมาแต่งฟิคแทน ซึ่งเราเองก็ไม่ถนัดแต่งฟิคเอาซะเลยนี่สิ 55555



                ฟิคเรื่องนี้ แต่งโดยเน้นธีมทะลุไปต่างโลก(หรือมาจากต่างโลก)และแฟนตาซี เพราะช่วงนี้คนแต่งกำลังติดนิยายไปต่างโลกน่ะ.. ฮะ ฮะ ฮ่า



                คำเตือน ฟิคเรื่องนี้มีกลิ่นอายของ Yaoi อยู่บ้าง แต่ก็แค่นิดๆหน่อยๆ ถ้าไม่ชอบไม่ต้องอ่านก็ได้นะจ๊ะ โดยจะเน้นไปที่คู่ของจอมโจรคิดและชินอิจิ เพราะเราชิพคู่นี้มาก



                อ้อ ถ้ามีตอนต่อไป ก็จะเอามาลงในคอมเม้น เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรกระทู้นะ โดยจะอัพเดตให้ในหัวกระทู้เองเน้อ



หมายเหตุ* ฟิคเรื่องนี้ สงวนไว้ให้ลงเฉพาะเว็บบอร์ดนี้เท่านั้น กรุณาอย่าก๊อปปี้ไปโพสที่อื่น ด้วยรักและจิตสำนึกที่ดีนะจ๊ะ แชร์เอาเนอะ



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 1
               
ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบอยู่กลางแมกไม้ โดยไม่มีบ้านหลังอื่นเลยแม้แต่หลังเดียวอยู่ใกล้เคียง แต่ในขณะนี้กลับดูน่ากลัวในสายตาคนทั่วไปเนื่องจากเสียงพึมพำด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังออกดังเล็ดลอดออกมา



                ภายในห้องสลัวที่เป็นต้นกำเนิดเสียงนั้น รายล้อมประดับไปด้วยพืชหญ้าสมุนไพรที่ทั้งเหล่าผู้คนเคยพบเห็นและไม่เคยเห็น มีทั้งขวดโหลที่ใส่ของประหลาดไว้ข้างใน รูปปั้นที่เต็มไปด้วยอักขระเวทย์ที่ดูเหมือนจะขยับได้ทุกเวลา บนเพดานก็ห้อยเต็มไปด้วยถุงที่ใส่เมล็ดอะไรสักอย่าง และชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดที่ผ่านการตากแห้งแล้ว



                กลางห้อง ได้มีวงเวทย์หลายวงทับซ้อนกัน และวัตถุสังเวยหลายชิ้นที่วางเอาไว้กลางวงเวทย์วงเล็กล้อมรอบวงใหญ่ที่มีเส้นเชื่อมต่อกันและกัน สตรีร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าวงเวทย์ได้เดินเข้าไป พร้อมกับกระปุกแก้วใสกระปุกหนึ่ง ที่บรรจุไปด้วยของเหลวสีแดงสดราวกับเป็นเลือดของใครสักคน เธอคนนั้นยกกระปุกเล็กกระปุกนั้นขึ้นมาส่องใกล้ๆดวงตา และแสยะยิ้มขึ้นมา ก่อนจะวางลงกลางวงเวทย์นั้นแล้วถอยออกมา


        
                หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าวงเวทย์นั้น เธอมีผมสีแดงเข้มเหมือนกับเลือด และสวมใส่ชุดรัดรูปที่ค่อนข้างจะเน้นทรวดทรง ตามตัวห้อยเต็มไปด้วยเครื่องประดับสีทองคำ รัดเกล้าทรงงูเห่า และใส่ผ้าคลุมสีขาว โดยสิ่งที่เด่นยิ่งกว่าอะไรเลยก็คือเคียวเล่มใหญ่ที่ถืออยู่ในมือของเธอ ทำให้ดูเหมือนปีศาจสาวตนหนึ่งเลยทีเดียว



                หญิงสาวสะบัดของที่อยู่ในมือ ก่อนจะร่ายคาถาออกมารัวเร็วจนไม่มีใครสามารถฟังทันได้ ยิ่งเธอร่ายนานเท่าไหร่ ของสังเวยก็ค่อยๆสลายและซึมหายไปในวงเวทย์ทีละอย่างไล่ไปตามเข็มนาฬิกา เมื่อของสังเวยรอบด้านหายไปหมดแล้ว กระปุกที่บรรจุเลือดที่อยู่กลางวงเวทย์ใหญ่ก็ค่อยๆสลาย และซึมลงไปในวงเวทย์ ในชั่วเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น แสงจากวงเวทย์ก็สว่างจ้าขึ้นมาจนเล็ดลอดออกไปทางหน้าต่างห้องทันที



                พลังเวทย์ที่ถูกสูบออกไปหล่อเลี้ยงวงเวทย์นั้น กลับไม่เป็นไปตามที่เธอคนนั้นคาดเอาไว้ มันถูกดึงออกไปเรื่อยๆและมากเกินกว่าที่เธอจะตั้งรับทัน จนเธอต้องฝืนยืนเอาไว้ พอเธอเห็นลักษณะรางๆของสิ่งที่ถูกอัญเชิญมา



                “นี่มันอะไรกัน  !?”



                เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยได้ดังออกมาจากปากของหญิงสาวผมสีแดงเลือดคนหนึ่งที่ยืนตรงหน้าแสงสว่างจ้าของวงเวทย์สลับซับซ้อนที่เพิ่งเสร็จสิ้นการทำงานไปแล้ว



                ภายในวงเวทย์ที่แสงค่อยๆจางดับลง ปรากฏร่างของผู้ชายลึกลับคนหนึ่งที่แต่งชุดดำไปทั้งหัวจรดหาง ในมือถือดาบยุโรปเล่มหนึ่ง และสะพายปลอกดาบ 2 ปลอก ที่อีกเล่มหนึ่งในนั้นเป็นดาบเรเปียร์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความงุนงงไม่ต่างไปจากผู้หญิงตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาหวาดระแวง และลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสัด ทำให้พบว่านอกจากชุดสีดำแล้ว ก็ยังมีผ้าคลุมสีดำสะบัดกลับมาคลุมร่างกาย ทำให้ยิ่งดูลึกลับเข้าไปอีก



                “เจ้าทำอะไรลงไป เป็นนายของปีศาจตนนั้นรึ”



                ปลายดาบได้หันมาที่ใบหน้าของหญิงสาว ลูกน้องตัวเตี้ยป้อมข้างตัวเธอลนลานอย่างเห็นได้ชัดแต่เธอที่กลั้นใจยืนตรงเนื่องจากการสูญเสียพลังเวทย์ ได้ยกมือห้ามไม่ให้พูดอะไรออกมาและจ้องกลับไปหาอีกฝ่าย เพราะว่าถ้าลนลานตอบปฏิเสธไปโดยไม่พิจารณาซะก่อนจะเกิดผลแย่ขึ้นมาแทน หลังจากเว้นระยะชั่วครู่หนึ่ง เจ้าของดาบก็ได้พูดต่อออกมา


               
                “ในระหว่างที่ข้ากำลังจะเข้าต่อสู้กับปีศาจร่างยักษ์ตนนั้น ได้มีวงเวทย์และแสงแปลกๆได้ปรากฏขึ้นมาที่เท้าของข้า ถ้าไม่ใช่ฝีมือเจ้าแล้วจะให้บอกเช่นไรล่ะ”



                สิ้นคำอธิบายสั้นๆจากอีกฝ่ายแล้ว หญิงสาวก็เบิกตากว้างขึ้นเป็นเชิงว่าเข้าใจทุกอย่างแล้ว ก่อนจะโยนเคียวไปให้ลูกน้องที่สาละวนรับเคียวไม่ให้ร่วงซะก่อนแล้วก้าวสั้นๆออกไปเบื้องหน้า



                “ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ความผิดพลาดของข้าได้อัญเชิญท่านมายังโลกนี้  ข้านั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่านแต่อย่างใด”



                ก่อนจะโค้งน้อยๆเพื่อเป็นการขออภัยให้อีกฝ่าย


                “ข้า โคอิซึมิ อาคาโกะ หรือแม่มดสีชาด อาคาโกะ ได้อัญเชิญท่านมาก็จริง แต่ต้องขออภัยที่ข้าต้องบอกว่าสิ่งนี้เกิดจากความผิดพลาดของข้าเอง จึงได้โปรดให้ท่านพักอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะฟื้นพลังเวทย์มากพอที่จะส่งท่านกลับไปยังโลกเดิมได้”



                ชายตรงหน้าเม้มปากเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด และมองอย่างระแวดระวังไปยังรอบด้าน ก่อนจะลดดาบลง แต่ก็ยังคงไม่เก็บดาบเข้าฝัก



                “งั้นเจ้าช่วยตอบข้าได้มั้ย ว่าที่นี่คือที่ไหน ถึงข้าจะพบว่าตรงนี้มีกระแสไอพลังเวทย์ แต่ข้ากลับจับจากที่อื่นนอกจากที่นี่ไม่ได้เลย”



                กระแสไอพลังเวทย์ ที่เป็นสิ่งที่มีแต่ผู้ที่ใช้เวทย์มนต์เท่านั้นที่จะสัมผัสได้ มันอัดแน่นอยู่ในห้องนี้ คฤหาสน์นี้ แต่พอเขาขยายการรับรู้ไปเท่าไหร่ กลับยังคงอัดแน่นอยู่เพียงแค่ที่นี่เท่านั้น โดยไม่มีไอพลังที่อื่นรอบๆเลย



                “ท่านไม่จำเป็นต้องทราบหรอก  โลกแห่งนี้ไม่เหมาะสมกับท่านเลยแม้แต่น้อย ข้าอยากให้ท่านพักอยู่ในห้องจนกว่าพลังเวทย์ของข้าจะกลับมา ข้าให้สัญญาว่าจะส่งท่านกลับไปอย่างแน่นอน”
        


                อาคาโกะพูดให้คำมั่นสัญญา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป พลางสั่งให้ลูกน้องของเธอให้นำทางไปยังห้องว่างที่มีเหลืออยู่ในคฤหาสน์ โดยที่ไม่หันกลับไปมองชายนักรบคนนั้นอีกเลย



                นั่นก็เพราะว่า ชายคนนั้น มีใบหน้าที่เหมือนกับคุโรบะ ไคโตะราวกับฝาแฝดนั่นเอง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------




                เสียงรองเท้าส้นสูงดังก้องสะท้อนไปทั่วทางเดิน โคอิซึมิ อาคาโกะ กำลังเดินอย่างเร่งรีบไปยังห้องตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคิด



                ‘ทำไมฉันถึงอัญเชิญได้มนุษย์มานะ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะอัญเชิญเขามาสักหน่อย เป้าหมายของฉันคือเบาะแสที่จะทำให้กุมหัวใจของเขาคนนั้นได้ต่างหาก’



                เขาคนนั้น คุโรบะ ไคโตะ หรือจอมโจรคิด ผู้ที่ไม่เอนเอียงไปตามมนต์เสน่ห์ของอาคาโกะ จนเธอต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขากลายเป็น 1 ในทาสรักในกำมือของเธอให้ได้



                เธอยอมรับว่าเธอตกใจมากที่เห็นว่าคนที่อัญเชิญมาด้วยความผิดพลาดนั้นหน้าตาเหมือนกับ คุโรบะ ไคโตะ อย่างกับแกะ แต่เธอก็รู้ว่านั่นไม่ใช่เขา ทั้งบรรยากาศรอบด้าน และกลิ่นอายอันตรายที่ปล่อยออกมา



                ...กลิ่นอาย…



                “เดี๋ยวนะ!?”



                เธอนึกออกแล้วว่าเธอเคยได้รับรู้กลิ่นอายแบบนี้มาจากที่ไหนมาก่อน มันเป็นกลิ่นอายอันตรายที่เคยพุ่งตรงไปทางจอมโจรคิดในวันนั้น วันที่เขาไปขโมยแบล็คสตาร์ที่หอนาฬิกา ได้มีบุคคลลึกลับในเฮลิคอปเตอร์ปรากฏตัวออกมา ซึ่งสามารถใช้เพียงแค่คำสั่งการกับตำรวจก็สามารถไล่ต้อนจอมโจรคิดให้ไปถึงทางตันได้




                “ทะ… ท่านอาคาโกะขอรับบบ”



                มีเสียงลนลานดังออกมาจากข้างหลังทำให้เธอหยุดชะงัก ก่อนจะถามลูกน้องของเธอด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดน้อยๆโดยไม่หันกลับไปมอง



                “มีอะไรรึ ?”



                “นะ...นักรบคนนั้นหายตัวไปจากห้องแล้วขอรับ!! กระผมพาเขาไปส่งที่ห้องพักตามที่ท่านอาคาโกะสั่ง แต่พอคลาดสายตาเล็กน้อยเขาก็หายไปจากหน้าต่างเลยขอรับ”



                “ว่าไงนะ!!?”



                แย่แน่แบบนี้ ตัวตนของเขาเป็นตัวตนที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ ถ้าหลุดออกไปล่ะก็..!



 เจ้าของ| โพสต์ 21/8/2017 11:42:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Bombam เมื่อ 30/8/2017 12:19

ตอนที่ 2

                ในระหว่างที่ทั้งสองชีวิตกำลังเร่งค้นหาตัวเขาอยู่ สูงขึ้นไปบนหลังคาคฤหาสน์นั้น มีเงาสีดำที่ผ้าคลุมโบกสะบัดไปตามลมยืนบังแสงจันทร์อยู่ ดวงตาสีฟ้าคมของเขาสาดส่องไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง



                กลิ่นของลมที่ไม่ชวนให้สดชื่นเลยสักนิดย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่โลกของเขาแน่นอน ทำให้เขาต้องคิดพิจารณาว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่



                ก่อนหน้านั้น ข้า นักรบสีดำ หรืออัศวินดำ ชิน ได้รับคำสั่งจากอาณาจักรรีเคบบ์ ในดินแดนทวีปเซโมลห์(se-mlo-h)ให้เข้าปราบปรามปีศาจยักษ์สีขาว ที่ปรากฏออกมาที่หมู่บ้านเล็กๆแถบชายแดนเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางด้วยม้านานถึง 4 วัน ถึงได้พบเจอปีศาจตนนั้นที่อาศัยอยู่ในถ้ำกลางป่าใกล้หมู่บ้านชายแดนนั้น



                ก่อนที่จะได้เข้าโรมรันกับปีศาจตนนั้น เพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน แต่ทว่า ในจังหวะที่ข้าและมันได้กระโจนเข้าหากันนั้นเอง ก็มีวงเวทย์ลึกลับปรากฏออกมาเบื้องล่าง หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ขาวโพลนไปหมด รู้สึกตัวอีกทีข้าก็ถูกดึงมาที่อีกโลกหนึ่งซะแล้ว



                ข้าต้องขออภัยต่อท่านองค์ราชาเหนือหัวและเหล่าราษฏ์ประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่ข้ารับคำมั่นแล้ว แต่กลับไม่ได้จัดการมันเลยสักนิด



                มือที่สวมด้วยถุงมือสีดำขลับ ยกขึ้นมาลูบไปตามแก้ม ก่อนจะรู้สึกตัวว่าหมวกเกราะสีดำสนิทของเขาหายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ก่อนจะถูกส่งมาโลกนี้ก็ยังใส่อยู่  เขากำมือจนแน่นก่อนจะทำเป็นไม่สนใจเรื่องนั้นไปก่อน



                ชิน อัศวินดำ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีมืดทึมที่มองเห็นดาวเพียงแค่ไม่กี่ดวงเพราะแสงสว่างที่มากเกินไปของโลกใบนี้ ทำให้เขาเผลอเปรียบเทียบกับที่โลกเก่า ที่ถึงจะมีแสงจากอุปกรณ์เวทย์มนต์ในเมืองก็จะยังคงเห็นดาวบนฟ้าได้แท้ๆ ก่อนจะตั้งสติกลับมาสังเกตรอบด้านอย่างละเอียด



                รอบคฤหาสน์แม่มดห่างออกไปนั้น เป็นป่าล้อมรอบ แต่กลับไม่ได้ล้อมรอบไปไกลเกินกว่าสายตาของเขาเลย ยิ่งมองไล่สายตาไกลออกไป ก็ยิ่งปรากฏทัศนียภาพของแสงสว่างในค่ำคืนนั้น มันกำลังดึงดูดสายตาของเขาไปที่นั่น



                ‘เมือง’


        
                “ที่แห่งนี้ คือที่ๆไร้ซึ่งเวทย์มนต์รึ ถ้าอย่างนั้น ขอดูสภาพเมืองของผู้ไร้ซึ่งพลังหน่อยซิ”



                ริมฝีปากได้เผยรอยยิ้มออกมา และกระโดดลงจากหลังคาลงมายังกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งและกระโดดต่อเนื่องจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่งจนหายเข้าไปในความมืดของป่า เป้าหมายของเขาก็คือเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีที่อยู่ตรงหน้าเขานั่นเอง



                ต้นไม้ค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อยๆตามระยะทาง และเริ่มมีถนนเข้ามาในสายตา ชินค่อนข้างประหลาดใจที่ชานเมืองที่มีแต่สิ่งก่อสร้างแปลกๆนี้ไม่มีกำแพงเมืองเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะมีก็มีแค่กำแพง บางๆที่ล้อมรอบบ้านแต่ละหลังแค่นั้นเอง



                หรือเมืองนี้..ไม่สิ ..โลกนี้จะไม่มีปีศาจและสงคราม ?



                ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้คิดอะไรต่อไป ร่างของเขาก็ออกจากป่ามาอยู่กลางถนนแล้ว ซึ่งเป็นถนนลาดเอียงที่พาดรอบภูเขาเป็นมุมโค้ง ชินค่อยๆเดินมาเกาะรั้วของถนนและมองลงไปยังเมืองเบื้องล่าง เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีมากมายจนละลานตา และเม็ดแสงมากมายที่วิ่งสวนทางกันไปมา



                ..ช่างสวยงาม..



                ร่างในชุดคลุมได้ถูกสะกดนิ่งด้วยบรรยากาศที่เขาไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต ก่อนจะมีแสงสว่างสาดส่องใส่เขาอย่างกระทันหันพร้อมเสียงร้องดังประหลาดดังมาจากต้นแสง



                ปี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!



                รถได้เบรกอย่างกระทันหันตามด้วยเสียงเอี๊ยดแหลม ก่อนจะมีคนโผล่หน้าออกมาโวยวาย



                “เฮ้ย อย่ามาขวางกลางถนนสิเฮ้ย.. เอ๊ะ ?”



                ตรงหน้ารถคันนั้นมีแต่ความว่างเปล่า เจ้าของรถรีบออกจากรถและพยายามมองหารอบๆเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ชนใครไว้รึเปล่า แต่กลับไม่มีร่องรอยอะไรปรากฏบนถนนเลยสักนิด



                “เอ๋… เดี๋ยวสิ ตะกี๊ยังมีคนยืนตรงนี้นี่นา... หยะ หยา…รึว่า...”



                คนขับรถที่ห่อไหล่ทำท่าทางขนลุก ก่อนจะรีบเข้าไปในรถและออกรถออกจากที่นั่นทันที โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครสักคนยืนอยู่บนหลังคารถ..



                “เข้าใจแล้ว .. เจ้านี่คือยานพาหนะของโลกนี้สินะ ดีจริงที่ไม่ได้ลงดาบใส่มันซะก่อน”



                โลกที่ไม่มีเวทย์มนต์ กลับสามารถสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้เนี่ย มันทำให้ตัวเขาเองเริ่มจะสนใจขึ้นมาแล้ว ว่ามนุษย์ชาติของโลกนี้ได้สร้างอะไรน่าสนใจนอกจากนี้อีกมั้ย ก่อนจะลดตัวลงไปนั่งขัดสมาธิโดยไม่ให้คนในรถรู้ตัว และปล่อยให้พาหนะคันนี้พาเขาไปยังในเมือง


---------------------------------------------------------------------------------

ค่อนข้างจะสั้นไปหน่อยเพราะมีแต่อะไรอย่างอื่นให้ทำเยอะแยะไปหมด.. เลยเจียดเวลาได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่จะพยายามแต่งเรื่อยๆนะ...
 เจ้าของ| โพสต์ 25/8/2017 15:20:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Bombam เมื่อ 30/8/2017 12:24

ตอนที่ 3
                “แม่จ๋า ตะกี๊ผมเห็นเงาคนดำๆบนหลังคารถคันนั้นด้วยอ่ะ”



                “พูดอะไรน่ะลูก .. อย่าพูดอะไรน่ากลัวแบบนั้นสิ…”



                ชินเริ่มรู้สึกว่าเมื่อใกล้ตัวเมืองเข้าไปทุกทีแล้ว ทำให้เริ่มมีสายตาหันมาจับจ้องตัวเขามากขึ้น แต่ก็ยังนั่งนิ่งอยู่ยังงั้นเพราะรู้ว่าถ้ารีบกระโดดออกไปในจังหวะเวลานี้ มันจะทำให้บาดเจ็บเสียเปล่า ชายหนุ่มเหลือบสายตามองทางโน้นทีทางนี้ที ทำให้รู้ว่ายานพาหนะชนิดนี้ มีผู้คนถือครองอยู่มากมายเลยทีเดียว ผิดกับโลกของเขา ที่มีแต่พวกพ่อค้ากับขุนนางเท่านี้ที่จะมีรถม้าได้ ซึ่งก็ช้ากว่าสิ่งที่เขานั่งอยู่หลายเท่าเลยทีเดียว



                ทั้งซ้ายและขวาที่มีคนมองขึ้นมาบนรถ ซึ่งชินไม่ได้สนใจคนมากนัก เขาเพียงแค่สังเกตเสื้อผ้าที่เขาใส่กันและสภาพแวดล้อมเท่านั้น



                เสื้อผ้ามีทั้งเนื้อหนาบาง บางคนที่เสื้อที่ทำจากหนังสีดำขลับก็ไม่มีความทนทานมากพอจะต้านการโจมตีได้ บางคนก็ใส่ราวกับว่าไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้า แต่แต่ละคนก็ใส่สีสดซะเหลือเกิน ซึ่งในโลกของตนเอง คนที่จะใส่สีสดแบบนี้ได้ต้องระดับขุนนางขึ้นไปเท่านั้น



                        สิ่งก่อสร้างรอบด้านทำด้วยอะไรก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่มันเรียบและมีสีแตกต่างกันบ้าง บางหลังก็ไม่มีหลังคา แต่เป็นสีเหลี่ยมเรียบ สิ่งที่สะดุดตามากก็คงจะเป็นแหล่งกำเนิดแสงเล็กบ้างใหญ่บ้างที่ติดตามผนัง ตั้งตามริมถนน และกระจกที่ติดตั้งอยู่ทุกที่ บางบานก็สะท้อนได้ชัดเจน บางบานก็มองทะลุได้โดยไม่ติดขัด



                        เขามองซ้ายทีขวาทีโดยไม่แคร์สื่อเลยสักนิด ยังคงชมเมืองไปกับรถที่เจ้าของไม่รู้ว่าทำไมคนหลายคนถึงมองมาที่รถตัวเองมากนัก



                จนกระทั่งเขารับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนคนหนึ่งได้เป่าไอเท็มชนิดหนึ่งที่ทำให้มีเสียงหวีดดังขึ้นมาพร้อมโบกมือ และรถที่เขานั่งก็ชะลอลงอย่างกระทันหันเมื่อใกล้เข้าไปที่กลุ่มคนนั้น ชินจึงได้ลุกขึ้นยืนจังก้าบนหลังคารถนั่นเอง ส่งผลให้คนพวกนั้นโวยวายว่า “ระวัง ระวัง!”  “อย่ายืนขึ้นมาเซ่ อันตราย!” หรือคำเอะอะอื่นๆ แต่ก็ไม่ทำให้ใส่ใจเท่าไหร่ ก่อนจะย่อตัวลงและกระโดดหายไปทันที



                ร่างสีดำได้กระโดดต่อไปตามเสาไฟฟ้าและขอบหน้าต่างของสิ่งก่อสร้าง โดยทิ้งเสียงเอะอะโวยวายเอาไว้ข้างหลังโดยไม่มองกลับไปเลย



                “ปีนยากยิ่งกว่าปราสาทเลยแฮะ สิ่งก่อสร้างกระจกพวกนี้”



                ชินบ่นออกมาด้วยความรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะเล็งไปตามขอบกระจกเล็กๆและเสาแขวนธงที่ยื่นออกมาเป็นที่หยั่งเท้าเพื่อกระโดดสูงไปเรื่องตึกต่อตึกด้วยความเร็วในระดับที่ผู้พบเห็นต้องถามตัวเองว่ามีปัญหาทางสายตารึว่าเมากันแน่



                เมื่อบรรลุถึงส่วนที่สูงที่สุดของสิ่งก่อสร้าง หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือดาดฟ้าตึกนั้นเอง เขายืนพักเท้าตัวเองชั่วครู่ ก่อนจะมองไปรอบๆ เนื่องจากเป็นกลางคืน ทำให้เขามองสภาพแวดล้อมได้ไม่ค่อยชัดนัก นอกจากแสงไฟและแสงจากตึกต่างๆ แถมยังมีไอควันจางๆบดบังจนไม่เห็นดาวเลยนอกจากพระจันทร์ ทำให้ดูทิศทางไม่ได้เลย



                แต่สิ่งที่เขามองเห็นได้ก็คือ..



                “ไม่มีปราสาท ไม่มีกำแพง ไม่มีมอนเตอร์ ไม่มีปีศาจ..”



                โลกนี้มีแค่เผ่ามนุษย์กับสัตว์ธรรมดา แถมยังดูอ่อนแอกว่าที่คิดไว้ เขาเริ่มคิดว่า ถ้าอยู่ในโลกนี้ เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องชักดาบออกมาอีกแล้วก็ได้ ไม่มีสงครามให้รบ ไม่มีปีศาจให้ฆ่า มีแต่ความสงบ ถึงแม้จะเอะอะมะเทิ่งและในอากาศมีกลิ่นที่ไม่ค่อยดีปนอยู่เยอะก็เถอะ…



                ..ไม่ได้!!...



                ชินทำการตบหน้าตัวเองเบาๆและสะบัดหน้าพรืดเพื่อไล่ความคิดในหัวออกไปทันที



                ยังไงเขาก็ต้องกลับไป กลับไปปกป้องอาณาจักรรีเคบบ์ ภูมิลำเนาตั้งแต่เกิดของเขาอยู่ที่นั่น ถ้าสัญญาไม่ผิดพลาด แม่มดตนนั้นบอกว่าจะฟื้นฟูพลังเวทย์เพื่อส่งเขากลับไป โดยไม่ได้บอกเลยว่าอีกนานเท่าไหร่



                แต่จะให้นั่งเฉยๆรอเวลาก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเช่นกัน



                ระหว่างที่ชินกำลังมองหาเป้าหมายต่อไปเพื่อสำรวจสภาพของเมืองนี้ สายตาก็พลันไปเห็นแสงประหลาดที่ส่องจากวัตถุบินได้สองสามลำที่ตึกๆหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างนัก พร้อมกับมีเสียงใบพัดตีลมจนได้ยินมาถึงจุดที่ยืนอยู่ เขาพยายามเพ่งมองแล้ว แต่เพราะความมืดที่เป็นฉากหลังและแสงที่โดดเด่นนั่น ทำให้มองไม่ค่อยเห็นว่าวัตถุลอยฟ้าที่บินวนรอบตึกนั้นคืออะไรกันแน่



                ด้วยความสงสัย ทำให้เขาเริ่มขยับตัวออกไปจากจุดนั้นทันที โดยการกระโดดไปตามยอดตึกใกล้เคียงโดยเร้นกายให้สนิทที่สุดเท่าที่ทำได้



                นักรบอย่างเขา เรื่องเสริมพลังแล้วกระโดดไกลแค่นี้เป็นแค่เรื่องง่ายๆอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ใช่จอมเวทย์ที่ต้องดึงพลังจากธรรมชาติ แค่ดึงพลังจากภายในตัวเองก็เพียงพอที่จะเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีใครทันสังเกต



                พอชินได้เข้าไปใกล้มากขึ้นทุกที ก็สังเกตว่าตึกมันสูงกว่าที่คิดไว้ และโดดเด่นกว่าตึกรอบด้าน แสงของเฮลิคอปเตอร์ที่กวาดไปมาก็ระยะกว้างกว่าที่คาดไว้ ทำให้เข้าไปใกล้มากไม่ได้ พอมองต่ำลงไปที่ข้างล่าง กลับพบว่ามีคนยืนอยู่เยอะมากจนแทบจะแออัดเลยทีเดียว



                และทุกคนข้างล่างก็ตะโกนเป็นคำเดียวกันว่า



                คิด! คิด! คิด! คิด! คิด!



                “ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?” ชินขมวดคิ้วด้วยความงุนงง



----------------------------------------------------------------------




                “สารวัตรนาคาโมริครับ! ใกล้ได้เวลาแล้วนะครับ!”



                ตำรวจหนุ่มในชุดกองปราบวิ่งมาถึงรถตู้คันหนึ่งแล้วก็รายงานเวลาให้กับสารวัตรนาคาโมริที่นั่งดูมอนิเตอร์ในรถ



                “งั้นรึ สุดท้ายเจ้าเด็กนั่นก็ไม่มาสิเนี่ย งั้นเราก็ดำเนินแผนตามที่เคยวางแผนไว้ได้เลย!”



                “จะไม่รอนักสืบคนนั้นมาแล้วเหรอครับ ?”



                “รอมาเกินพอแล้วเฟ้ย! ไม่รู้ว่าไอ้หนูนั่นมีแผนอะไรกันแน่ ดังนั้น พวกเราต้องปกป้องอัญมณีนั่นจากจอมโจรคิดให้ได้โดยไม่ต้องไปพึ่งคนนอก! ไปประจำการได้แล้ว!!”



                สารวัตรวัยลุงตะคอกใส่ลูกน้องตำรวจที่ยังรายล้อมกันอยู่จนแตกกระเจิงไป ก่อนที่สารวัตรนาคาโมริจะเดินออกมาด้วยอาการหงุดหงิด โดยฝากให้ลูกน้องสองสามคนคอยดูมอนิเตอร์เอาไว้ ก่อนจะวิ่งเข้าไปในตึก



                โดยไม่มีใครสังเกตคนที่ซุ่มอยู่อีกด้านของรถตู้เลย



                “จอมโจรคิด.. หมายถึงมีคนต้องการจะขโมยอัญมณีที่อยู่ข้างในนั้นสินะ..”



                ดูเหมือนจิตสำนึกของการเป็นองครักษ์ของชินจะกระตุ้นให้สนใจขึ้นมาซะแล้ว..

 เจ้าของ| โพสต์ 30/8/2017 12:32:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ตอนที่ 4

                เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!



                เสียงหลอดไฟในห้องจัดแสดงแตกออกทีละดวงตามด้วยควันยาสลบที่ฟุ้งไปทั่วห้อง ทำให้ในห้องมืดจนมองอะไรไม่เห็น มีเสียงวิ่งสับสนไปมาภายในห้อง



                “อย่าสับสน! พวกเรามีหน้ากากกันแก๊ส…”



                พูดยังไม่ทันจะครบคำดี ก็มีไพ่พุ่งออกมาในกลุ่มควันจนกระแทกหน้ากากกันแก๊สที่สารวัตรนาคาโมริใส่อยู่จนกระเด็น และเสียงไพ่ที่พุ่งผ่านอากาศก็ดังออกมาอีกหลายครั้ง สารวัตรนาคาโมริพยายามปิดปากและจมูกไว้ แต่ก็ได้ยินเสียงล้มตัวของหน่วยกองปราบทีละคนๆ สารวัตรพยายามจะพุ่งตัวไปคุ้มครองอัญมณีที่ควรจะอยู่ในกล่องแก้ว กลับเห็นเพียงการ์ดของจอมโจรคิดทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า



                “บะ….บัดโซ๊บบบบบบบบบบ!!”



                สารวัตรนาคาโมริแค่นเสียงตะโกน ก่อนจะล้มตึงเป็นเสียงสุดท้าย



                เมื่อในห้องเงียบไปพักหนึ่ง และควันค่อยๆจางลง ก็มีเงาเงานึงปรากฏตัวขึ้นมา เจ้าของเงาก็คือจอมโจรคิดนั้นเอง ร่างสีขาวอันภูมิฐานค่อยๆเดินออกมาดูผู้เคราะห์ร้ายที่นอนสลบระเกะระกะ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ



                “หึหึหึหึ...”



                “วันนี้แผนรับมือของสารวัตรนาคาโมริก็ยังดูออกง่ายเหมือนเดิมเลยนะ”



                คนในชุดสีขาวทำท่าปิดปากที่อยู่ในหน้ากากแล้วหัวเราะคิกคักเป็นเด็กๆ ก่อนจะรอให้ควันในห้องจางหายไปจนหมด ก่อนจะหยิบอัญมณีที่ซ่อนเอาไว้ออกมา และเดินไปที่หน้าต่างเพื่อส่องอัญมณีกับดวงจันทร์



                แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคุณนักสืบไม่มาก็เถอะ ถึงจะหมดสนุกไปบ้าง แต่ก็ทำให้งานง่ายขึ้นเยอะจริงๆน่ะแหละ คิดนึกเอาไว้ในใจ และก็ถอดหน้ากากออกมาเพราะไม่มีประโยชน์แล้ว



                แต่ก่อนที่จะได้ยกขึ้นทาบกับแสงจันทร์ แสงจันทร์ก็ถูกบดบังโดยเงาสีดำที่พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้



                “เฮ้ย!!?”



                จอมโจรคิดถอยหลังวูบด้วยความตกใจที่อยู่ๆก็มีเงาโผล่มาตรงหน้าทั้งๆที่นี่เป็นชั้นที่ 40 เขายังถอยไม่ถึงครึ่งก้าว  เงานั้นก็พุ่งชนกระจกเข้ามาในห้องซะแล้ว จอมโจรคิดมองกระจกที่แตกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะไปมองผู้มาใหม่



                กระจกนั่นเป็นกระจกนิรภัย ที่ทางสารวัตรนาคาโมริให้เปลี่ยนใหม่เพื่อรับมือเขาโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก้รู้ดีว่ามันพังยากขนาดไหน แต่คนตรงหน้ากลับพังมันได้ง่ายๆได้ในครั้งเดียวและเข้ามาในห้องได้ด้วยซ้ำ



                “เจ้าสินะ หัวขโมยที่กล่าวขวัญอยู่ในขณะนี้”



                “เอ๊ะ ?  เฮ้ย!!”



                ระหว่างที่คิดกำลังงงที่อีกฝ่ายใช้สำเนียงโบราณ แต่อีกฝ่ายไม่รอให้สับสนเสร็จ เก็บดาบยุโรปลงในฝักดาบและดึงดาบเรเปียร์ที่เอาไว้เผชิญหน้ากับมนุษย์โดยเฉพาะเข้าแทงใส่ทันที ซึ่งจอมโจรก็ไวทายาด รีบโยกตัวหลบแบบเฉียดฉิว พอเห็นคมดาบใกล้ๆแล้วก็ยิ่งเสียวสันหลัง เพราะมันเป็นดาบจริง!!



                “เดี๋ยวๆๆๆ จะทำอะไรเนี่ย โผล่มาก็ใช้ดาบจริงเลยเรอะ ??”



                จอมโจรคิดรีบหลบหลังเสากำบัง แล้วตะโกนถามเพราะไม่ค่อยจะมีใครบ้าเอาดาบจริงมาไล่ฟันเขาเล่นเท่าไหร่นอกจากอาคาโกะที่เอาเคียวไล่ฟันแบบนี้



                “ไม่จำเป็นต้องตอบ”



                นักรบต่างมิติสะบัดดาบเล็กน้อยก่อนจะเยื้องย่างเข้าไปใกล้เสากำบังของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ



                ก้าวที่หนึ่ง มือกำดาบแน่นขึ้น



                ก้าวที่สอง ยกดาบขึ้นเสมออก



                ก้าวที่สาม ปลายดาบยกสูงเป็นท่าเงื้อดาบก่อนจะฟัน



                แววตาที่มองอีกฝ่ายอย่างไม่มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษวาววับขึ้นมา ริมฝีปากบางขยับเอ่ยถ้อยคำหนึ่ง ที่ทำให้ใครที่ได้ยินต้องเสียวสันหลัง



                “...ตาย..”



                ก่อนจะได้ฟาดคมดาบลงมา ก็มีไพ่สองใบพุ่งออกมาจากหลังเสา ทำให้ต้องย้ายวิถีของเรเปียร์ไปฟันไพ่พวกนั้นก่อน  แต่พอหลังจากไพ่พวกนั้นถูกฟันขาดครึ่ง มันก็ระเบิด ‘ปุ๊’ พร้อมกับควันที่แผ่ออกมา



                ควันฟุ้งไปทั่วห้องทันที ทำให้เจ้าของดาบต้องเอามือปิดจมูก ก่อนจะสัมผัสได้ว่าเป็นระเบิดควันธรรมดา กลุ่มควันอยู่ได้ไม่นานก็ไหลออกไปทางกระจกที่ทะลุเข้ามา ทำให้เขามองเห็นเงารางๆว่า จอมโจรคิดกำลังจะกระโดดออกไป



                ไวกว่าความคิด เท้าของชินเกร็งกับพื้น ก่อนจะกระโดดตามไปทันที โดยไม่สนใจดวงตาเบิกโพลงของคนที่กำลังจะลงไป และทั้งคู่ก็กระแทกกันร่วงลงจากตึก ทำให้คนข้างล่างที่จับตามองเพราะมีควันออกมาจากจุดนั้น พากันส่งเสียงเอะอะกลัวว่าจะมีใครลงมาเละข้างล่างซะก่อน



                ..เอาจริงดิ.. เจ้านี่มันบ้าขนาดไหนเนี่ย



                จอมโจรคิดโอดครวญในใจ ก่อนจะชั่งใจคิดว่าควรช่วยคนที่ร่วงมาด้วยดีมั้ย แต่พอสังเกตมองสีหน้าอีกฝ่ายแล้ว กลับทำให้ตนเองต้องนิ่งชะงักอยู่เสี้ยววินาที



                “คุณนักสืบ ?”



                ใบหน้าแบบนั้นเป็นคุโด้ ชินอิจิ ที่คอยประมือประลองปัญญากับเขาบ่อยๆไม่มีผิดแน่ แต่ความรู้สึกมันบอกว่าไม่ใช่ แววตาสีเดียวกันกับที่เขาเคยจำได้ขึ้นใจ กลับมีประกายดำมืดแฝงอยู่ข้างใน และคุณนักสืบคนนั้นคงไม่มีทางบินเข้ามาทางหน้าต่างและแกว่งดาบใส่ไม่ยั้งแบบนี้



                แถมยังแสยะยิ้มน่ากลัวอีกเว้ย ที่เห็นเขาร่วงไปพร้อมกันแบบนี้!!






---------------------------------------------------------------------------------------


มาลงอีกตอนแล้วค่ะ เนื้อหาค่อนข้างช้านิดนึง เพราะพยายามจะใส่สำนวนให้ได้มากๆ 5555
 เจ้าของ| โพสต์ 7/9/2017 16:14:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Bombam เมื่อ 7/9/2017 16:16

ตอนที่ 5



                        ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ที่ชมอยู่ด้านล่าง เนื่องจากเห็นว่าร่างของพวกเขาทั้งคู่ไม่มีวี่แววจะทำอะไรเพื่อเอาตัวรอดจากการไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกเลย



                        ซึ่งแท้จริงแล้ว จอมโจรคิดมีสารพัดวิธีที่จะเอาตัวรอดจากความสูงระดับนี้ แต่ที่ยังนิ่งเฉยอยู่ก็เพราะกำลังดูท่าทีว่าอีกฝ่ายมีท่าทีจะเอาตัวรอดได้อย่างเขามั้ย



                        “อย่าปล่อยให้เขาอยู่ต่อหน้าฝูงชนให้มากนัก!”



                        จู่ๆก็มีเสียงตะคอกที่ดูจะคุ้นหูเขาพอสมควรดังขึ้นมาในหัว แต่ด้วยไอคิวที่มากถึง 400 อย่างเขาทำให้ประมวลเหตุการณ์ได้พอสมควรแม้จะยังไม่เข้าใจอะไรมากเท่าไหร่นัก



                        ...เป็นเสียงของอาคาโกะ คนที่สามารถทำแบบนี้ได้ไม่มีใครอื่นแล้ว...



                        ไวเท่าความคิด ในมือของจอมโจรคิดก็ปรากฏปืนสีขาวประจำตัวออกมาโดยที่ชินไม่ได้สังเกตว่าเอาออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และอีกเสี้ยววินาทีต่อมา มืออีกข้างก็ปรากฏปืนอีกกระบอกหนึ่ง



                        ในโลกเวทย์มนต์ที่ชินเคยอยู่มันไม่มีไอเทมแบบนี้ และชินก็ทราบว่าโลกนี้ นอกจากแม่มดตนนั้นแล้ว ก็ไม่ได้สัมผัสพลังเวทย์จากใครเลย ทำให้มั่นใจว่าโลกนี้ไม่มีใครเผชิญหน้ากับเขาที่ยังมีพลังเวทย์อยู่ในตัวได้อย่างแน่นอน



                        ดังนั้น ของทั้งสองที่อยู่ในมือของจอมโจรคิด จึงสร้างความฉงนให้กับชินมากพอสมควร



                        “ช่วยอยู่นิ่งๆสักแป๊ปนึงนะ”



                        “....?”



                        ไม่รอให้ชินตอบรับ ปืนทั้งสองกระบอกก็ส่งเสียงดังทึบๆออกมา และมีเชือกพุ่งออกมาจากปากกระบอกปืน นักรบชินที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกพันไปด้วยเชือกที่เอว แต่มือเท้ายังเป็นอิสระอยู่ ก่อนที่ชินจะรีบตวัดดาบเพื่อตัดเชือก ร่างกายที่กำลังร่วงหล่นก็ถูกรั้งไปอีกทิศทางหนึ่งทันที



                        ซึ่งเป็นเพราะเชือกที่ออกมาจากปืนอีกกระบอกนั้นพุ่งไปอีกทางหนึ่ง ไปพันกับราวกั้นของตึกอีกตึกหนึ่งที่อยู่ต่ำกว่าตึกที่พวกเขาร่วงลงมา มือข้างที่ถือปืนกระบอกนั้น ก็กดนิ้วลงไปอีกครั้ง เป็นการดึงให้ทั้งตัวเขาและนักรบที่ติดมากับเชือกของปืนอีกกระบอกถูกลากขึ้นไป



                        พื้นรองเท้าสีขาวเข้ายันกับผนังตึกเพื่อไม่ให้ร่างกายกระแทกกับตึกตามแรงเหวี่ยง ก่อนจอมโจรคิดจะมองลงไปที่อีกด้านของเชือก ก็เห็นว่าบุรุษชุดดำเองก็ใช้เท้ายันผนังเช่นกัน ทำให้คิดยิ้มอย่างโล่งใจก่อนจะกดปุ่มดึงเชือกฝั่งของชินทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เขาขัดขืนเร่งตัดเชือกไปซะก่อน



                        ทางฝ่ายนักรบเห็นหัวขโมยตรงหน้าช่วยเขาไว้ แต่ยังไงก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี เหมือนกับที่คิดเองก็ยังไม่ไว้ใจเช่นกัน เมื่อถูกดึงขึ้นในระยะหนึ่งแล้วชินก็จับเชือกให้มั่นและยันเท้ากับผนังตึกกระโดดข้ามหัวจอมโจรคิดไปโดยใช้ปลายเชือกอีกด้านเป็นจุดหมุน แรงมหาศาลผิดมนุษย์ของนักรบดำทำให้คิดก็ถูกเหวี่ยงตามขึ้นมาด้วยจนไหล่แทบจะหลุดออกจากกัน ทำให้เจ้าตัวต้องกัดฟันจับด้ามปืนให้แน่น



                        เมื่อเท้าของทั้งคู่ได้เหยียบลงบนดาดฟ้าตึก ชินก็รีบตัดเชือกทิ้งทันทีเพื่อตัดปัญหาที่อีกฝ่ายจะทำอะไร ในขณะที่คิดเองก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไรที่ปลายเชือกโดนตัด ม้วนเชือกเก็บเข้าไปในปืนและทำให้หายไปจากมือทั้งคู่ด้วยทริคถนัด



                        “จะมาสู้กันต่อที่นี่สินะ…เจ้าหัวขโมย”



                        “นี่นาย…. ทำไมเอะอะก็ฆ่า เอะอะก็สู้เนี่ย ฉันไม่อยากสู้กับนายเลยนะเฮ้ย”



                        “หัวขโมยย่อมไม่มีสิทธิในการมีชีวิต เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ใช่รึ”



                        ชินชี้ดาบไปทางจอมโจรคิดด้วยสีหน้าเย็นชา



                        “เดี๋ยว สามัญสำนึกของนายเป็นอะไรไปเนี่ย!!”



                        นักรบทมิฬไม่รอให้จอมโจรคิดโต้เถียงอะไรอีก ก็พุ่งเข้าไปแทงดาบใส่ทันที  แน่นอนว่าจอมโจรเองก็หลบได้เช่นกัน กระบวนท่าดาบของชินถูกงัดเอาออกมาใช้อย่างต่อเนื่องอย่างผู้มีอาจารย์ ทำให้คิดทำได้แค่หลบ คิดรู้ว่าอีกฝ่ายเอาจริง คิดจะฆ่าเขาให้ตายจริงๆ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกับคุณนักสืบราวกับแกะก็เถอะ



                        รอยของดาบที่ครูดกับพื้นดาดฟ้า รั้วดาดฟ้า ทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีพละกำลังมากขนาดไหน คิดจึงต้องวางแผนให้รอบคอบ ก่อนจะนึกได้ว่า ตอนยิงไพ่ใส่ ชินได้ทำการฟันไพ่นั่นจนขาด ถึงในไพ่ทั้งหมดจะแฝงแค่ระเบิดควันธรรมดาๆ แต่เพราะเสียงของอาคาโกะที่ดังในหัวเมื่อครู่นี้ ทำให้ตัวเองไม่สามารถหนีไปเปล่าๆโดยปล่อยอีกฝ่ายทิ้งไว้ได้



                        คิดสะบัดมือทีนึงเมื่อได้จังหวะที่เขากับอีกฝ่ายได้เว้นระยะห่างกัน ทำให้มีช่องว่างมากพอที่เขาจะเคลื่อนไหวง่ายๆ



                        วัตถุรูปทรงกระบอกอันนึงได้ลอยไปโดยไม่รู้ว่าออกมาจากตรงไหนของจอมโจรคิด โดยมีเป้าหมายอยู่ที่นักรบลึกลับ แววตาสีฟ้าออกเข้มเบิกกว้างด้วยความระแวง และคมดาบในมือก็วาดผ่านวัตถุไม่ทราบที่มาโดยสัญชาตญานตอบโต้ฉับพลัน



                        ควันพุ่งทะลักออกมาจากกระบอกนั้นเสียงดังฟู่ พุ่งออกมาเร็วมากจนปกคลุมร่างของชิน



                        ส่วนจอมโจรคิดนั้น กระโดดออกห่างไปแล้ว พลางปิดจมูกไปด้วย ทิ้งให้อีกฝ่ายรับมือกับควันนั้นโดยลำพัง



                        กระบอกลึกลับนั่น ก็คือสเปรย์ยาสลบนั่นเอง



                        เสียงดาบฟาดลมที่ดังอยู่เมื่อครู่เบาลงไปมากแล้ว  แต่คิดก็ยังไม่วางใจ ทิ้งระยะห่างไว้ก่อน จนกว่าควันจะโดนลมดาดฟ้าพัดไปจนหมด



                        เพียงชั่วไม่นานกลุ่มควันก็ถูกพัดจนหายไปหมด ร่างสีดำของนักรบก็ปรากฏออกมา ในสภาพที่น่าพึงพอใจสำหรับจอมโจรคิด ดวงตาคู่งามปิดสนิท ลมหายใจเร็วเล็กน้อยแต่ก็สม่ำเสมอ ร่างกายหมอบลงกับพื้นเย็นของกระเบื้องดาดฟ้า



                        เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆให้ชัดเจน ก็สังเกตว่าผ้าคลุมสีดำแบบนี้ เป็นผ้าเนื้อหนาพอสมควร มีร่องรอยการซ่อมแซมอยู่บ้าง เมื่อจับพลิกให้นอนหงายก็พบว่าทั้งถุงมือและรองเท้าต่างก็เป็นหนังที่หนาพอที่จะป้องกันคมดาบได้เลยทีเดียว เสื้อก็เป็นสีดำแบบเรียบง่าย แต่จับแล้วก็พบเกราะบางซ่อนอยู่ใต้เสื้อ



                        ..มันผิดปกติเกิดไป ราวกับเขาไม่ใช่คนของโลกนี้…



                        มือหนาที่อยู่ในถุงมือผ้าสีขาวหยิบดาบจากมือของอีกฝ่ายออกมาดู ก่อนจะหยิบดาบอีกเล่มหนึ่งที่เหน็บอยู่ข้างเอวมาส่องดู ทั้งสองเล่มทั้งคมและทนทาน ถึงจะไม่ค่อยเงาวับ แต่ก็รู้ได้ว่าดูแลมาอย่างดีจนคมกริบ และน้ำหนักของดาบก็หนักพอสมควร นอกจากจะมีร่องรอยของการใช้งานมาอย่างหนักหน่วงแล้ว ซ้ำเขายังได้กลิ่นคาวเลือดจางๆอีกด้วย



                        “นายเป็นใครกันแน่…?”



                        ..แล้วคุโด้ ชินอิจิตัวจริงอยู่ที่ไหน…?

โพสต์ 14/10/2017 22:02:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สัตว์เลี้ยงคู่กาย
สนุกดีค่าา อัพต่อเรื่อยๆนะคะ เป็นกำลังใจให้น้อ ฉู้ๆ
//ชอบอาคาโกะ อิอิ
 เจ้าของ| โพสต์ 22/10/2017 00:00:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ตอนที่ 6



                        “นี่มันสุดยอดเลยนะ… ของจริงทั้งหมดเลยนะขอรับ”



                        จิอิ พ่อบ้านส่วนตัวผู้มีผมแค่ครึ่งเดียวของหัวของไคโตะพูดออกมาอย่างทึ่งๆ และหยิบดาบแต่ละเล่มมาดู ซึ่งคมดาบสะท้อนแสงไฟในห้องออกมาอย่างชัดเจน



                        “มีมีดสั้นด้วยนะขอรับ ซ่อนไว้ซะมิดชิดเชียวนะ”



                        “เป็นคนที่อันตรายจริงๆน้า… คุโด้ ชินอิจิคนนี้เนี่ย ”



                        คุโรบะ ไคโตะ นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาอย่างหมดแรง เพราะเหตุการณ์วันนี้มันทำให้เขาทั้งเหนื่อยทั้งเสี่ยงชีวิตแบบสุดๆไปเลย แถมดาบเรเปียร์ที่แทงใส่เขาก็ดันไปเฉือนผ้าคลุมของเขาจนเป็นรูโหว่ ทำให้ไม่สามารถบินได้ จนต้องเรียกปู่จิอิมารับและแบกหมอนี่กลับไปด้วย



                        แถมความพยศของหมอนี่เท่าที่เคยได้สัมผัสมาโดยตรง ทำให้เขาไม่แน่ใจว่าจะให้นอนบนเตียงเฉยๆรึว่าจับไปขังที่ไหนสักแห่งดี เพราะเรี่ยวแรงของคนๆนั้นมันมหาศาลเสียจนสามารถพุ่งทะลุกระจกนิรภัยได้ และกระโดดแค่ทีเดียวก็ลากทั้งเขาทั้งตัวเองขึ้นไปบนดาดฟ้าได้อีกต่างหาก



                        “ไปเอาแรงมาจากไหนกันแน่เนี่ย ร่างกายออกจะบอบบางแท้ๆน้า….”



                        ถึงจะบึกบึนกว่าชินอิจิคนเดิมเล็กน้อยก็เถอะ แต่มันก็บอบบางอยู่ดีเมื่อเทียบกับคนที่ต้องออกแรงวิ่งไปวิ่งมาและห้อยโหนอย่างเขา แถมไม่สมดุลกับเรี่ยวแรงที่ดูเหมือนจะถล่มได้ทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วย



                        คิดได้ดังนี้แล้ว จอมโจรก็ยันตัวลุกขึ้นมาจากโซฟา และเดินขึ้นไปชั้นสอง ไปในห้องที่เป็นฐานลับหลังรูปภาพ โดยที่ปู่จิอิเองก็ทิ้งทุกอย่างเอาไว้บนโต๊ะและวิ่งตามมาด้วยเช่นกัน



                        ภายในห้องลับนั้น ก็ยังเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นตัวช่วยในการขโมย และคอมพิวเตอร์หลายเครื่องที่เป็นรุ่นทันสมัย ซึ่งเอาไว้สอดแหนมและแฮคคอมพิวเตอร์ได้เมื่อจำเป็น เจ้าของห้องมองไปสุดทาง ไปยังปลายทางที่เป็นประตูบานนึงที่ค่อนข้างแข็งแรง แววตาสีม่วงเข้มหรี่ตาเล็กน้อยราวกับจะมองทะลุประตูบานเหล็กเข้าไป



                        ...ให้เห็นคนๆหนึ่งที่กำลังหลับอยู่…



                        ทั้งๆที่ห้องนั้นเขาตั้งใจจะปล่อยทิ้งไว้เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครเข้าไปนอนเลยทั้งๆที่ตัวเองก็มีห้องนอนอยู่ด้านนอกแท้ๆ แต่ก็ไม่นึกว่าจะได้ใช้ห้องนั้นจริงๆ แถมใช้กับคนๆนั้นอีกต่างหาก



                        สุดท้ายเขาก็ละสายตาจากประตูบานนั้นและเดินตรงไปที่โต๊ะตัวหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยจอมอนิเตอร์เรียงรายอยู่ เขากดไปที่ไฟล์ดาวน์โหลดไฟล์หนึ่งที่ดูยังไงก้รู้ว่าไม่ได้โหลดมาอย่างถูกต้องแน่นอน



                        มันคือไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดของตึกแถบนั้น สาเหตุที่ต้องแฮคเพื่อดูไฟล์วีดีโอนั้นก็เพราะสงสัยว่าอีกฝ่ายใช้วิธีอะไรกันแน่ ถึงกระโดดเข้ามาในหน้าต่างชั้น 40 ได้ แต่สิ่งที่ปรากฏในสายตาของเขากลับทำให้เขาต้องพูดอะไรไม่ออก



                        เพราะมันเป็นแรงกายเพียวๆที่กระโดดมาจากดาดฟ้าตึกนึงมาที่หน้าต่างบานนั้น โดยไม่มีตัวช่วยอะไรสักอย่างเลยแม้แต่น้อย เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่เหนือกฏฟิสิกส์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนั้น ทำให้เขาต้องขยายการค้นหาเข้าไปอีก จากตึกโน้นไปตึกนี้ จากตึกนี้ไปตึกนั้น



                        มือใหญ่คว้าแผนที่จากช่องเก็บของข้างตัว และมืออีกข้างคว้าแว่นตาที่วางทิ้งไว้หน้ามอนิเตอร์มาสวมโดยไม่สนใจสายตาของผู้ช่วยที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง ไคโตะโกยของที่เกะกะอยู่บนโต๊ะอีกตัวให้ออกไป ซึ่งกะว่าเดี๋ยวค่อยเก็บทีหลัง ก่อนจะวางแผนที่ลงไป สายตามองสลับกันไประหว่างแผนที่และจอมอนิเตอร์ มือก็ระวิงกดไปตามแป้นคีย์บอร์ด ทั้งระบบแฮคเกอร์ ระบบเดาพาสเวิร์ดที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้วกับระบบที่ลุงจิอิและแม่ของเขาเสาะหามาเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับการทำงาน



                        สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของคุโรบะ ไคโตะ ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ เมื่อเปิดดูกล้องวงจรปิดจากจอหนึ่ง แล้วไปอีกจอหนึ่ง บางครั้งก็ละมือไปจับดินสอแล้วลากเส้นบนแผนที่ เส้นต่อเส้น จุดต่อจุด โดยที่พ่อบ้านส่วนตัวได้แต่ก้มหน้าก้มตาเก็บของที่ไคโตะเพิ่งจะโกยของลงไปเมื่อครู่นี้



                        เป็นเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ดินสอก็ถูกวางลง และจอมโจรในคราบวัยรุ่นธรรมดาก็เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างอ่อนแรง พร้อมกับเอามือนวดแถวๆหว่างคิ้วเพื่อผ่อนคลาย เพราะครั้งนี้เขาต้องใช้ความคิดและสายตาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะสายตา ที่ต้องคอยจับความเคลื่อนไหววูบวาบที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดที่คุณภาพไม่ได้ดีไปกว่าที่เขามีเลย แต่ยังไงเขาก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว นั่นก็คือเส้นทางการเคลื่อนไหวของคนลึกลับนั่น



                        ยังไม่ทันจะได้วิเคราะห์อะไรต่อ ภาพกล้องวงจรปิดที่ฉายค้างไว้บนจอก็เริ่มสั่นไหว และส่งเสียงซ่า ทำให้เขาต้องผลุดลุกขึ้นมามองจออย่างไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นพร้อมกันทุกจอ.. ไม่สิ...เฉพาะจอที่ปรากฏภาพของนักรบเท่านั้นที่สั่นไหว นิ้วมือรีบพรมลงบนคีย์บอร์ดอย่างเร่งด่วยเพราะระแวงว่าอาจจะมีใครย้อนระบบมาเจอเขา แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติเลยนอกจากไฟล์วีดีโอในโฟลเดอร์ที่แฮคมาได้นั้น



                        มันค่อยๆลดลง จาก 20 MB ไปที่ 15 MB .. 10 MB … ราวกับว่ามันค่อยๆสลายหายไปทีละน้อย



                        สุดท้าย หน้าจอวีดีโอที่พบร่องรอยผิดปกติก็ดับไปหมด พร้อมกับไฟล์ที่หายไป เหลือไว้แต่ไฟล์ของตึกที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งมันไม่ได้มีข้อมูลที่เขาต้องการแต่อย่างใด ไคโตะนั่งลงกับเก้าอี้พลางใช้ความคิด เหตุการณ์แปลกๆมันเกิดขึ้นติดต่อกันจนเขาขี้เกียจจะใช้สมองมากมายไปกับการคิดหาคำตอบแล้ว ทั้งๆเขามักจะเป็นฝ่ายป่วนให้คนอื่นต้องปวดหัวกับเขา แต่เขากลับต้องมาโดนระบบแปลกๆป่วนความคิดจนต้องปวดหัวซะเอง



                        เหมือนกับมีใครพยายามซ่อนตัวตนของคนๆนั้น



                        “ค..คุณหนูขอรับ ต่อไปจะทำยังไงต่อล่ะขอรับ”



                        “ไม่ต้องทำอะไรต่อไปทั้งนั้น ฉันรู้แล้วว่าใครจะให้คำตอบเรื่องนี้ได้”



                        สายตาคมเหลือบมองไปที่แผนที่ ที่มีรอยดินสอลากไปเรื่อยๆจนสิ้นสุดที่ชานเมืองแห่งหนึ่งที่เริ่มไม่มีกล้องวงจรปิดแล้ว ซึ่งลองคะเนเส้นที่จะลากต่อไปอีก มันก็จะชนเข้ากับภูเขาลูกหนึ่ง ที่มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่



                        ...โคอิซึมิ อาคาโกะ เธอต้องมาให้คำตอบกับฉันสักหน่อยแล้วล่ะ..



                        มุมปากของหนุ่มมายากลยกยิ้มขึ้นมา ส่วนมือก็ขยับเม้าส์ และดีลีทข้อมูลทั้งหมดที่แฮคมาได้ทั้งหมดออกไปทันที เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเก็บไว้อีกต่อไปแล้ว ก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินตรงไปที่ห้องที่มีตัวต้นเรื่องนอนหลับอยู่



---------------------------------------------------------------------------------------------




                        “เจ้าบ้านั่น…. ในที่สุดก็ก่อเรื่องมาให้ฉันตามล้างตามเช็ดจนได้!”



                        โคอิซึมิ อาคาโกะ ผู้ที่เพิ่งถูกคนที่ตัวเองแอบชอบคาดเอาไว้เงียบๆเมื่อครู่นี้ ทรุดลงนั่งกลางปะรำพิธี โดยพยายามใช้เคียวคู่ใจค้ำยันเอาไว้ แสงรอบๆค่อยๆจางลง ให้เห็นได้ว่า พิธีการทางเวทย์มนต์เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปไม่นาน พลังเวทย์ที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายเพียงน้อยนิดจากการอัญเชิญที่ผิดพลาด ต้องถูกใช้ไปจนหมดบ่อแล้วจริงๆ



                        พิธีนี้ ทำเอาไว้เพื่อลบล้างร่องรอยทั้งหมดที่ไม่ควรปรากฏขึ้นด้วยฝีมือของนักรบชิน ทั้งความทรงจำ และภาพบันทึกต่างๆที่เกี่ยวกับเขา ซึ่งการไปยุ่งเกี่ยวกับความทรงจำของมนุษย์ จะทำให้สูญเสียพลังเวทย์ไปมากมายเกินรับได้



                        แต่ยังไงก็ตาม มีอยู่คนหนึ่งที่พลังของเธอไม่เคยได้ผลกับเขาเลย ซึ่งเธอเองก็กะจะให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว จึงได้รีบส่งคำเตือนให้เขา และเขาก็กักตัวนักรบคนนั้นไว้ได้สำเร็จจนได้



                        สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือต้องไปพบกับพวกเขาแหละนะ

อย่าพิมพ์ตอบมั่วๆ โพสต์อีโมล้วน หรือพยายามปั่นโพสต์ เพื่อเอาเครดิตหรือดูเนื้อหาอย่างเดียว
ขอให้จริงใจในการตอบกระทู้ไม่ใช่โพสผ่านๆให้จบๆไป เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของกระทู้
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ปิด

ทีมงานขอแนะนำก่อนหน้า /1 ต่อไป

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้